พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่  30  เมษายน  พ.ศ. 2522
เป็นปีที่ 34  ในรัชกาลปัจจุบัน

              พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ   โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า  โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งศาลแรงงาน
และให้มีวิธีพิจารณาคดีแรงงาน  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย   คำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 
ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้          
            มาตรา 1  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522"
            มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป          
             * [รก.2522/76/1พ/11 พฤษภาคม 2522]
                มาตรา 3  ในพระราชบัญญัตินี้   "ศาลแรงงาน" หมายความว่า ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค หรือศาลแรงงานจังหวัด "สมาคมนายจ้าง" 
หมายความว่า องค์การของนายจ้างที่จัดตั้ง  ขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์   "สหภาพแรงงาน" หมายความว่า องค์การของลูกจ้างที่จัดตั้ง   ขึ้นตาม
กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
            มาตรา 4  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรี  ว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎ
กระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวงนั้น  กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 
ให้ใช้บังคับได้          

หมวด 1          
ศาลแรงงาน          

            มาตรา 5  ให้จัดตั้งศาลแรงงานกลางขึ้นในกรุงเทพมหานคร  และจะเปิดทำการเมื่อใด ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ศาลแรงงานกลางมีเขต
อำนาจตลอดกรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี  และจังหวัดปทุมธานี
                มาตรา 6  ให้จัดตั้งศาลแรงงานภาคขึ้น และจะเปิดทำการ  เมื่อใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะต้องระบุเขตอำนาจศาลและกำหนดที่
ตั้งศาลในเขตศาลนั้นไว้ด้วย
                มาตรา 7  ถ้าจะจัดตั้งศาลแรงงานจังหวัดขึ้นในจังหวัดใด ให้กระทำโดยพระราชบัญญัติซึ่งจะต้องระบุเขตอำนาจศาลนั้นไว้ด้วย
                มาตรา 8  ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องต่อไปนี้
                        (1) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน  หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
                  (2) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย  การคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
                  (3) กรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการ  คุ้มครองแรงงาน หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
                  (4) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วย    การคุ้มครองแรงงาน หรือของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรือรัฐมนตรี
  ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
                  (5) คดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง    สืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน
                  (6) ข้อพิพาทแรงงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้    ศาลแรงงานชี้ขาดตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
                คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน    หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์บัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้จะดำเนินการในศาลแรงงานได้    ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว
            มาตรา 9  ในท้องที่ที่ศาลแรงงานเปิดทำการแล้ว ห้ามมิให้ศาล   ชั้นต้นอื่นใดในท้องที่นั้นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานไว้พิจารณาพิพากษา
          ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่  ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงาน
  กลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด
            มาตรา 10  ให้ศาลแรงงานสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม และให้นำบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาใช้บังคับแก่ศาลแรงงานโดย
  อนุโลม

หมวด 2         
ผู้พิพากษาในศาลแรงงาน

                มาตรา 11  ในศาลแรงงานให้มีผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบ  ตามจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้กำหนดตามความจำเป็น
  โดยเฉพาะผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างให้มี  จำนวนฝ่ายละเท่า ๆ กัน
                มาตรา 12  ผู้พิพากษาของศาลแรงงานจะได้ทรงพระกรุณา  โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ
  ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และความเข้าใจในปัญหาแรงงาน
                 มาตรา 13  ในศาลแรงงานกลางและศาลแรงงานภาค ให้มี  อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางและอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาคศาล
  ละหนึ่งคน และให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางและรองอธิบดี  ผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค ตามจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  จะได้กำหนดตามความจำเป็นของแต่ละศาล
                ในศาลแรงงานจังหวัดให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัด  ศาลละหนึ่งคน
                มาตรา 14  ผู้พิพากษาสมทบจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ   แต่งตั้งจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างที่กรม
  แรงงานเสนอ จากการลงคะแนนเสียงของสมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงาน  แต่ละฝ่ายซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงานนั้น เว้นแต่ในเขต
  ศาลแรงงานใดไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้ง  สำนักงานไว้ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากบุคคลตามบัญชี
  รายชื่อที่กรมแรงงานเสนอแทนฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายลูกจ้าง
                ผู้ที่จะได้รับการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง  เป็นผู้พิพากษาสมทบต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
                            (1) มีสัญชาติไทย
                     (2) บรรลุนิติภาวะ
                     (3) มีภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานอยู่ในเขตศาลแรงงานนั้น
                     (4) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย  คนไร้ความสามารถหรือ  คนเสมือนไร้ความสามรถ
                            (5) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก  เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
                            (6) เป็นผู้มีความเลื่อมใสในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
                            (7) ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามกฎหมาย  ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ เว้นแต่
  พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือพ้นเวลาที่ศาลได้กำหนดในการรอการ  ลงโทษแล้ว
                            (8) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง กรรมการพรรคการเมือง หรือ  เจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง สมาชิกรัฐสภาหรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
  หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง หรือทนายความ  หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งรายชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้าง  และฝ่ายลูกจ้างตามวรรคหนึ่ง 
ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 
                ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ  จะต้องเข้ารับการอบรมในเรื่องเกี่ยวกับศาลแรงงาน อำนาจหน้าที่ของ
  ผู้พิพากษาสมทบและระเบียบที่เกี่ยวข้องตลอดจนการดำรงตนในฐานะเป็น  ผู้พิพากษาสมทบตามระเบียบการอบรมที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด
ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ผู้พิพากษาสมทบจะต้องปฏิญาณตนต่ออธิบดี  ผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาคหรือ
  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัดซึ่งตนจะเข้าสังกัด แล้วแต่กรณี ว่าจะ  ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม โดยไม่ผูกพันตนว่าเป็นฝ่ายนายจ้าง หรือ
  ฝ่ายลูกจ้างและรักษาความลับในราชการ
            ผู้พิพากษาสมทบให้ดำรงตำแหน่งคราวละสองปี แต่จะทรงพระกรุณา  โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งผู้ต้องออกตามวาระไปแล้ว ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีกก็ได้
                 มาตรา 15  ผู้พิพากษาสมทบพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
                          (1) ออกตามวาระ
                          (2) ตาย
                          (3) ลาออก
                          (4) ขาดคุณสมบัติหรือเข้าลักษณะต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่ง   ตามมาตรา 14
                          (5) ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้จำคุก
                          (6) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกเพราะขาดการปฏิบัติหน้าที่
              ตามที่กำหนดถึงสองครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือเพราะกระทำการ  ใด ๆ อันเป็นเหตุที่ข้าราชการตุลาการจะต้องพ้นจากตำแหน่งตาม
กฎหมายว่าด้วย  ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
          การพ้นจากตำแหน่งตาม (4) หรือ (6)  ต้องได้รับความเห็นชอบ  ของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
มาตรา 16  ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง อธิบดี ผู้พิพากษา  ศาลแรงงานภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัด แล้วแต่กรณี หรือผู้ทำการ
  แทนในตำแหน่งดังกล่าว กำหนดผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้างที่  จะต้องปฏิบัติการ โดยจะกำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง
  สำรองไว้ด้วยก็ได้          
                มาตรา 17  ภายใต้บังคับมาตรา 18 ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา  ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละเท่า ๆ กัน 
  จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดี          
                มาตรา 18  กระบวนพิจารณานอกจากการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดี   ผู้พิพากษาของศาลแรงงานคนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำหรือออก
คำสั่งใด ๆ ได้     โดยจะให้มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้          
                มาตรา 19  ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษาตามประมวล   กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การคัดค้านผู้พิพากษาของ
ศาลแรงงาน  และผู้พิพากษาสมทบโดยอนุโลม          
                    มาตรา 20  ผู้พิพากษาสมทบที่นั่งพิจารณาคดีใดจะต้องพิจารณาคดีนั้น    จนเสร็จ เว้นแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำ
เป็นอย่างอื่น   ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 16 จัดให้ผู้พิพากษาสมทบซึ่งได้กำหนด  ให้เป็นผู้สำรองไว้  ถ้ามี หรือผู้พิพากษาสมทบอื่น
เข้าปฏิบัติการแทน                                  
                มาตรา 21  ผู้พิพากษาสมทบจะได้รับค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง    ค่าเช่าที่พัก และค่าตอบแทนอย่างอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
                มาตรา 22  ในกรณีที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาสมทบขึ้นใหม่    หรือมีการแต่งตั้งแล้วแต่ยังไม่ได้เข้ารับหน้าที่ ให้ผู้พิพากษาสมทบซึ่งออกไป
  ตามวาระคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน
            ผู้พิพากษาสมทบซึ่งจะต้องพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้มีอำนาจ   พิจารณาพิพากษาคดีซึ่งตนได้นั่งพิจารณาไว้ก่อนจนกว่าจะเสร็จคดีนั้น แต่ต้อง
  ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกำหนดออกตามวาระ
                มาตรา 23  ผู้พิพากษาสมทบเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ    ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา
            มาตรา 24  ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัยสำหรับ   ข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ 
  มาใช้บังคับแก่ผู้พิพากษาสมทบด้วย โดยอนุโลม

 หมวด 3
 วิธีพิจารณาคดีแรงงาน

                                ส่วนที่ 1   บททั่วไป

                มาตรา 25  การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดไปยังคู่ความใน  คดีแรงงานให้กระทำโดยเจ้าพนักงานศาล หรือศาลแรงงานจะกำหนดให้
  ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือโดยวิธีอื่นก็ได้
            มาตรา 26  ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือ  ตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความ
  จำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
            มาตรา 27  การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณา  ใด ๆ ในศาลแรงงานให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม
             มาตรา 28  ในกรณีมีเหตุสมควร ศาลแรงงานอาจสั่งให้มีการ  ดำเนินกระบวนพิจารณา ณ สถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือสถานที่อื่นก็ได้
            มาตรา 29  เพื่อให้การดำเนินการกระบวนพิจารณาคดีแรงงาน  เป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ให้อธิบดีผู้พิพากษา
  ศาลแรงงานกลางมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ ใช้บังคับในศาลแรงงาน  ได้เมื่อได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาแล้ว          
            ข้อกำหนดนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
             มาตรา 30  ศาลแรงงานอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ  มาให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้
              มาตรา 31  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา  ความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานเท่าที่
  ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม
             มาตรา 32  ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นว่าการกระทำใดของ  คู่ความฝ่ายใดเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอนหรือเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย
  ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ให้ศาล แรงงานมีอำนาจสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นปฏิบัติหรือละเว้นการกระทำใด ๆ
  เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวได้
             การฝ่าฝืนคำสั่งศาลแรงงานตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลแรงงานมีอำนาจ  สั่งกักขังจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลแต่ต้องไม่เกินหกเดือน

                                 ส่วนที่ 2      วิธีพิจารณาคดีแรงงานในศาลแรงงาน
                มาตรา 33  คำฟ้องคดีแรงงานให้เสนอต่อศาลแรงงานที่มูลคดีเกิดขึ้น  ในเขตศาลแรงงานนั้น ถ้าโจทก์มีความประสงค์จะยื่นคำฟ้องต่อศาล
แรงงานที่โจทก์  หรือจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแรงงาน เมื่อโจทก์แสดงให้ศาลแรงงาน  เห็นว่าการพิจารณาคดีในศาลแรงงานนั้น ๆ จะเป็นการสะดวก 
ศาลแรงงานจะ  อนุญาตให้โจทก์ยื่นคำฟ้องตามที่ขอนั้นก็ได้  เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าสถานที่ที่ลูกจ้างทำงานเป็นที่ที่มูลคดี  เกิดขึ้น
          ไม่ว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ก่อนศาลแรงงานมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี คู่ความอาจร้องขอต่อ
ศาลแรงงาน  ที่โจทก์ได้ยื่นคำฟ้องไว้ ขอให้โอนคดีไปยังศาลแรงงานอื่นที่มีเขตอำนาจได้ แต่จะต้องยกเหตุผลและความจำเป็นขึ้นอ้างอิงเมื่อศาลแรงงาน 
พิจารณาเห็นสมควรจะ  มีคำสั่งอนุญาตตามคำขอนั้นก็ได้ แต่ห้ามมิให้ ศาลแรงงานออกคำสั่งเช่นว่านั้น เว้นแต่ศาลแรงงานที่จะรับโอนคดีไปนั้นได้
ยินยอมเสียก่อน ถ้าศาลแรงงานที่จะรับโอนคดีไม่ยินยอมก็ให้ศาลแรงงานที่จะโอนคดีนั้นส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางชี้ขาด คำชี้ขาดของ
อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด
                มาตรา 34  ในท้องที่จังหวัดใดที่ยังไม่มีศาลแรงงานจังหวัดจัดตั้งขึ้น   แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานภาค โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดหรือ
  ศาลแรงงานภาคก็ได้ ถ้าโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดให้ศาลจังหวัดแจ้งไปยัง  ศาลแรงงานภาค เมื่อศาลแรงงานภาคสั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว ให้ศาลแรงงาน
  ภาคออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น
                มาตรา 35  โจทก์อาจยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หรือมาแถลงข้อหาด้วย  วาจาต่อหน้าศาลก็ได้
            ถ้าโจทก์มาแถลงข้อหาด้วยวาจา ให้ศาลมีอำนาจสอบถามตามที่จำเป็น  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแล้วบันทึกรายการแห่งข้อหาเหล่านั้น
อ่านให้โจทก์  ฟังและให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้  ในกรณีที่มีโจทก์หลายคน ศาลจะจัดให้โจทก์เหล่านั้นแต่งตั้งโจทก์คนใด  คนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนิน
คดีก็ได้
            วิธีการแต่งตั้งผู้แทนตามวรรคสามให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ออกตาม  ความในมาตรา 29
            มาตรา 36  นายจ้างหรือลูกจ้างจะมอบอำนาจให้สมาคมนายจ้าง  หรือสหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดำเนินคดี
  ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์  ดำเนินคดีแทนก็ได้
            มาตรา 37  เมื่อศาลแรงงานสั่งรับคดีไว้พิจารณาแล้ว ให้ศาล  แรงงานกำหนดวันเวลาในการพิจารณาคดีโดยเร็ว และออกหมายเรียก
  จำเลยให้มาศาลตามกำหนด ในหมายนั้นให้จดแจ้งรายการแห่งข้อหาและ  คำขอบังคับให้จำเลยทราบ และให้ศาลแรงงานสั่งให้โจทก์มาศาลในวัน
  เวลาเดียวกันนั้นด้วย   จำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงาน  นัดให้มาศาลก็ได้
                มาตรา 38  เมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้ศาลแรงงาน  ไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน โดยให้ถือว่าคดี
  แรงงานมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจอันดีต่อกัน เพื่อที่  ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไป
            ในการไกล่เกลี่ยของศาลแรงงาน ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ  หรือเมื่อศาลแรงงานเห็นสมควร ศาลแรงงานจะสั่งให้ดำเนินการเป็นการ
  ลับเฉพาะต่อหน้าคู่ความเท่านั้นก็ได้
            ในกรณีที่ศาลแรงงานได้ไกล่เกลี่ยแล้ว แต่คู่ความไม่อาจตกลงกัน  หรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ ก็ให้ศาลแรงงานดำเนินกระบวน
  พิจารณาต่อไป
                มาตรา 39  ในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจ  ประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาทและบันทึก 
  คำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟัง และให้ลง  ลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือ
  หลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ให้ศาลแรงงานบันทึกไว้ และดำเนิน  กระบวนพิจารณาต่อไป
            มาตรา 40  เมื่อโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 37 แล้ว  ไม่มาตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบเหตุที่ไม่มา ให้ถือว่าโจทก์
  ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลแรงงานมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจาก  สารบบความ
            เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 37 แล้ว ไม่มา  ตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบเหตุที่ไม่มา ให้ศาลแรงงานมีคำสั่ง
  ว่าจำเลยขาดนัด และพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว
            ในกรณีที่โจทก์หรือจำเลยได้แจ้งให้ศาลแรงงานทราบเหตุแล้ว  และศาลแรงงานเห็นเป็นการสมควร ก็ให้กำหนดวันเวลานัดใหม่เพื่อให้
  ทั้งสองฝ่ายมาศาล
                มาตรา 41  ในกรณีที่ศาลแรงงานมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสีย  จากสารบบความตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง หรือมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด
  ตามมาตรา 40 วรรคสอง หากโจทก์หรือจำเลยมาแถลงให้ศาลแรงงาน  ทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ศาลแรงงาน
  มีคำสั่ง ศาลแรงงานมีอำนาจไต่สวนถึงเหตุแห่งความจำเป็นนั้นได้ และหาก  เห็นเป็นการสมควร ให้ศาลแรงงานมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งตามมาตรา 40 
  และดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำหลังจากที่ได้มีคำสั่งตามมาตรา 40   นั้นใหม่เสมือนหนึ่งมิได้เคยมีกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้น
                มาตรา 42  ในกรณีที่จำเลยไม่ยอมให้การตามมาตรา 39 วรรคสอง หรือในกรณีที่ศาลแรงงานจะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 40 
  วรรคสอง ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานตามที่จำเป็นมาพิจารณา  ก่อนชี้ขาดตัดสินคดีได้
                มาตรา 43  ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้  ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอม
  ยอมความกัน ตามนัยที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 ได้เสมอ
                มาตรา 44  เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ การอ้างและการยื่นบัญชี  ระบุพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้กระทำได้ภายในระยะเวลาที่ศาลแรงงาน
  กำหนดตามที่เห็นสมควร
            มาตรา 45  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความ  แจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบ
  ได้เองตามที่เห็นสมควร
           ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาล  แรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือ
  ทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน
            เพื่อให้คดีเสร็จโดยรวดเร็วให้ศาลแรงงานนั่งพิจารณาคดี  ติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเลื่อน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่สำคัญและศาลแรงงาน
  จะเลื่อนครั้งหนึ่งได้ไม่เกินเจ็ดวัน
            มาตรา 46  ในการบันทึกคำเบิกความของพยาน เมื่อศาลแรงงาน  เห็นสมควรจะบันทึกข้อความแต่โดยย่อก็ได้ แล้วให้พยานลงลายมือชื่อไว้
            มาตรา 47  ให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแรงงานหรือ  ศาลฎีกาขอให้มาให้ความเห็นและพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาได้รับค่าป่วยการ
ค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักตามที่ศาลแรงงานหรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี  เห็นสมควร
            มาตรา 48  การพิจารณาคดีแรงงาน ให้ศาลแรงงานคำนึงถึง  สภาพการทำงาน ภาวะค่าครองชีพ ความเดือดร้อนของลูกจ้าง ระดับของ
  ค่าจ้าง หรือสิทธิและประโยชน์อื่นใดของลูกจ้างที่ทำงานในกิจการประเภท  เดียวกัน รวมทั้งฐานะแห่งกิจการของนายจ้างตลอดจนสภาพทางเศรษฐกิจ
  และสังคมโดยทั่วไป ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดให้เป็นธรรมแก่คู่ความ  ทั้งสองฝ่ายด้วย
            มาตรา 49  การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง   ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง 
  ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้าง  ที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจ
  ทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้าง  ชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงาน
  ของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการ  เลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา
            มาตรา 50  เมื่อได้สืบพยานตามที่จำเป็นแล้ว ให้ถือว่าการ  พิจารณาเป็นอันสิ้นสุด แต่คู่ความอาจแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาในวันเสร็จ
  การพิจารณานั้นได้ แล้วให้ศาลแรงงานอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งภายใน  เวลาสามวันนับแต่วันนั้น ผู้พิพากษาสมทบหากได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษา
หรือคำสั่งแล้วจะไม่ร่วมอยู่ด้วยในเวลาอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้
                ก่อนที่ศาลแรงงานอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าศาลแรงงาน  เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลแรงงานอาจทำการ
พิจารณาต่อไปอีกได้
                มาตรา 51  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็น  หนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัย
ในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น  ให้ศาลแรงงานส่งสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งไปยังกรมแรงงาน  โดยมิชักช้า
                มาตรา 52  ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่า  หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควร
เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้
                มาตรา 53  คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันเฉพาะคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง แต่ศาล
แรงงานจะกำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นผูกพันนายจ้างและลูกจ้างอื่น  ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีด้วยก็ได้

หมวด 4
อุทธรณ์

            มาตรา 54  ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยัง
ศาลฎีกาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้ศาลแรงงาน
ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในเจ็ดวัน  นับแต่วันที่ฝ่ายนั้นได้รับสำเนาอุทธรณ์ เมื่อได้มีการแก้อุทธรณ์แล้ว หรือไม่แก้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้ศาลแรงงานรีบส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา
          มาตรา 55  การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตาม  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงาน แต่คู่ความที่ยื่นอุทธรณ์อาจทำคำขอ  ยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยชี้แจงเหตุผลอันสมควรเพื่อ
  ให้ศาลฎีกาสั่งทุเลาการบังคับไว้ได้
          มาตรา 56  ให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  ในคดีแรงงานโดยเร็ว    ในการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ให้ถือตามข้อเท็จจริงที่ศาล  แรงงานได้วินิจฉัยมา แต่ถ้าข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานฟังมายังไม่พอแก่การ
วินิจฉัยข้อกฎหมาย ให้ศาลฎีกาสั่งให้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตาม  ที่ศาลฎีกาแจ้งไป แล้วส่งสำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็ว   ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้
คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ก็ให้ศาลแรงงานพิพากษาคดีนั้นใหม่ และให้นำ
            มาตรา 54 และมาตรา 55 มาใช้บังคับโดยอนุโลม                  มาตรา 57  ให้ประธานศาลฎีกาจัดตั้งแผนกคดีแรงงานขึ้น  ในศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานที่อุทธรณ์มาจาก
ศาลแรงงานในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลฎีกาอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา  พิพากษาคดีแรงงานได้

หมวด 5
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
และการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

            มาตรา 58  ก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้ามีความจำเป็น  เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง 
หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง นอกจากอำนาจที่บัญญัติไว้เป็นการทั่วไปใน  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ให้ศาลแรงงานมีอำนาจออก  คำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควรได้ด้วย

 บทเฉพาะกาล

             มาตรา 59  คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน  ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นตามมาตรา 3 แห่งพระธรรม
นูญศาลยุติธรรม  ในวันเปิดทำการของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค หรือศาลแรงงานจังหวัด ให้ศาลชั้นต้นตามมาตรา 3 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมคงพิจารณา  พิพากษาต่อไปจนเสร็จ แต่ถ้าศาลนั้นเห็นสมควรก็ให้โอนคดีไปให้ศาลแรงงาน  กลาง ศาลแรงงานภาค หรือศาลแรงงานจังหวัดที่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้นเพื่อ  ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีต่อไปได้
          มาตรา 60  ในระหว่างที่ศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัด  ยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใด ให้ศาลแรงงานกลางมีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย
  โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้นก็ได้ ให้ศาลจังหวัดแจ้งไปยัง  ศาลแรงงานกลาง เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว ให้ศาล
  แรงงานกลางออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส.โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
________________________

            หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่คดีแรงงาน  เป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากคดีแพ่ง
และคดีอาญาโดยทั่วไป เพราะเป็นข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือเกี่ยวกับสิทธิของ  นายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วย
แรงงานสัมพันธ์ ซึ่งข้อขัดแย้งดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้มีความรู้และความเข้าใจในปัญหาแรงงานร่วมกับผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง
และฝ่ายลูกจ้าง ทั้งการดำเนินคดีควรเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด รวดเร็ว  เสมอภาค และเป็นธรรมเพื่อให้คู่ความมีโอกาสประนีประนอมยอมความและ
สามารถกลับไปทำงานร่วมกันโดยไม่เกิดความรู้สึกเป็นอริต่อกันจำเป็นต้องยกเว้น  ขั้นตอนและวิธีการต่าง ๆ ที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหลาย
กรณีด้วยกันเพื่อให้เกิดการคล่องตัวยิ่งขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้