(๓๑)
คำพิพากษา
คดีหมายเลขดำที่  3806/2539
คดีหมายเลขแดงที่  7040/2539

ในพระปริมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลแรงงานกลาง
วันที่ 10 เดือน กันยายน พุทธศักราช 2539


  นายวัชรินทร์ โพธิ์ชื่น          ที่ 1............................................................โจทก์
นายธานินทร์ สุขสำอาง      ที่ 2............................................................โจทก
์ นายมงคล เชื้อม่วง             ที่ 3………………………………………โจทก์
ระหว่าง  
  บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน)........................................................จำเลย

 

เรื่อง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

                โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้จ้างทั้งสามในตำแหน่งคนงาน (เวอร์คเกอร์) ประจำแผนกแวร์เฮ้าท์ (โกดังฝ้าย) เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2534, วันที่ 6 มกราคม 2535 และวันที่ 5 มกราคม 2536 ตามลำดับ ปัจจุบันโจทก์ทั้งสามได้ค่าจ้างเดือนละ 5,360 บาท และ 3,030 บาท และ 4,779 บาท ตามลำดับ การทำงานระหว่างโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2532 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่ ข้อที่ 44 ระบุว่าบริษัทจะปรับค่าจ้างกรณีพนักงานได้เลื่อนตำแหน่งจากระเบียบเดิมเป็นระเบียบใหม่ คือ พนักงานได้เลื่อนตแหน่งจากตำแหน่งคนงานเป็นตำแหน่ง เซมิสกิลล์ โอเปอร์เตอร์ เป็นตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่า พนักงานผู้นั้นได้รับค่าจ้างเพิ่ม 350 บาท พนักงานได้รับการเลื่อนตำแหน่งเซมิ – สกิลล์ โอเปอร์เรเตอร์ หรือตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ หรือตำแหน่งที่เทียบเท่าจะได้รับค่าจ้างเพิ่ม 4750 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2532 เป็นต้นไป เมื่อเดือนมกราคม 25325 จนถึงปัจจุบันจำเลยให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งแช็คเกอร์ (ตรวจสอบสินค้า) ซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ อันเป็นตำแหน่งสูงกว่าตำแหน่งเดิม เดือนธันวาคม 2536 จนถึงปัจจุบัน จำเลยให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพนักงานขับรถโฟคลิฟ (รถยกของ) ซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ โดยจำเลยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้าง โจทก์ทั้งสามได้ทวงถามให้จำเลยปรับตำแหน่งจากเดิมมาเป็นตำแหน่งโอเปอสร์เรเตอร์ แต่จำเลยเพิกเฉยการปรับตำแหน่งคนงานเป็นตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์โจทก์แต่ละคนได้รับเงินเพิ่มคนละ 800 บาท ต่อเดือน คิดแล้วโจทก์ที่ 1 ควรได้รับเงินเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2535 จนถึงปัจจุบัน 32, 000 บาท และทำให้โจทก์ที่ 1ไม่ได้รับโบนัสประจำปีอีก 8,399 บาท และตั้งแต่จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งเช็คเกอร์จนถึงปัจจุบัน  โจทก์ที่ 1 ได้ทำงานล่วงเวลาทุกวัน ๆ ละ 6 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยคิดแล้วเป็นเงิน 9,480 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิจะได้รับ 49,879 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3  ควรได้รับเงินตั้งแต่เดือน มกราคม 2536 จนถึงปัจจุบันเป็นเงินคนละ 21,600 บาท และไม่ได้รับเงินโบนัสประจำปีเพิ่มอีกคนละ 8,000 บาท และตั้งแต่จำเลยให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3ปฏิบัติหน้าที่ขับรถยกของ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ทำงานล่วงเวลาทุกวัน ๆ ละ 6 ชั่วโมง คิดเป็นเงินคนละ 7,200 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะได้รับทั้งสินคนละ 36,800 บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยปรับตำแหน่งงานให้โจทก์ทั้งสามจากตำแหน่งคนงานเป็นตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2532 ข้อ 44.1 และข้อที่ 44.2 และให้ชำระเงินพร้อมทั้งเงินเพิ่มในส่วนของค่าจ้าง เงินโบนัสประจำปี  และเงินค่าล่วงเวลารวมคนละ 49,879 บาท 36,800 บาท และ 36,800 บาท ตามลำดับ
                จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานตำแหน่งงานและอัตราค่าจ้างตามฟ้อง การบริหารของจำเลยในแต่ละสายจะกำหนดจำนวนตำแหน่งว่ามีตำแหน่งงานใดบ้าง จำนวนเท่าใด เมื่อตำแหน่งที่สูงขึ้นว่างลง จึงจะพิจารณาเลื่อนพนักงานปัจจุบันที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไปดำรงตำแหน่งใหม่ หากพนักงานปัจจุบันไม่สามารถดำรงตำแหน่งที่ว่างลงได้ จำเลยพิจารณาคัดเลือกบุคคลภายนอก และเพื่อให้บุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้บังคับบัญชาอาจมอบหมายงานเพื่อให้ทดลองฝึกปฏิบัติงานหน้าที่ซึ่งพนักงานอาจได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งในอนาคตเมื่อมีตำแหน่งงานว่าง และทุกครั้งเมื่อพนักงานคนใดได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จำเลยจะทำหนังสือแจ้งให้พนักงานทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ในหน่วยงานของโจทก์ทั้งสามจำเลยได้กำหนดในตำแหน่งต่าง ๆ และมีบุคคลดำรงตำแหน่งครบถ้วนแล้ว คือ ลีดเดอร์ (หัวหน้ากลุ่ม) 1 ตำแหน่ง พนักงานขับรถโฟคลิฟ (รถยกของ) 5 ตำแหน่ง พนักงานเช็คเกอร์ (เช็คสินค้า) 2 ตำแหน่ง และเวอร์เกอิร์ (คนงาน) 5 ตำแหน่ง โจทก์ที่ 1 ได้ปฏิบัติงานฐานะพนักงานเช็คสินค้าเป็นครั้งคราว โจทก์ที่ 2 ได้ปฏิบัติงานขับรถยกของและพนักงานเช็คสินค้าเป็นครั้งคราวเช่นเดียวกัน ส่วนโจทก์ที่ 3 ได้ปฏิบัติงานขับรถยกของบ่อยครั้ง เนื่องจากจำเลยเห็นว่าโจทก์ที่ 3 มีศักยภาพที่จะรับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งในอนาคตได้เมื่อมีตำแหน่งพนักงานขับรถยกของว่างลง จำเลยมีสิทธิในการพิจารณาคุณสมบัติของโจทก์ทั้งสาม  ทั้งสามโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะกำหนดตำแหน่งหรือเลื่อนตำแหน่งให้แก่โจทก์เอง ขอให้ยกฟ้อง
                ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้
                ข้อ 1. โจทก์ทั้งสามปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งคนงานหรือตำแหน่งที่สูงขึ้นตามฟ้อง
                ข้อ 2. โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างเพิ่ม เงินโบนัสเพิ่ม และเงินค่าทำงานล่วงเวลาเพิ่มมากน้อยเพียงใด
                ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสามแถลงสละประเด็นข้อพิพาทข้อที่ 2 และแถลงเพิ่มเติมว่า หากศาลพิจารณาให้จำเลยปรับตำแหน่งให้โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามคงติดใจให้จำเลยปรับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป คดีจึงเหลือประเด็นที่ศาลจะวินิจฉัยเพียงข้อ 1 ข้อเดียว
                พิเคราะห์พยานหลักโจทก์และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้น ตามที่คู่ความแถลงรับกันและนำสืบรับกันโดยไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลย วันเข้าทำงาน อัตราค่าจ้างสุดท้ายและตำแหน่งงานครั้งแรกเป็นไปตามฟ้องจำเลยและสหภาพแรงงานไทยเรยอน ได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพจ้าง ฉบับวันที่ 21 มิถุนายน 2532  ข้อตกลงข้อ 44 กำหนดเรื่องการปรับค่าจ้างกรณีตำแหน่งจากตำแหน่งคนงานมาเป็นตำแหน่ง เซมิ – สกิลล์ โอเปอร์เรเตอร์ หรือตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่าพนักงานผู้นั้นจะได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 350 บาท และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2532 เป็นต้นไป ข้อ 44.2 พนักงานใดได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งเซมิ-สกิลล์ โอเปอร์เรเตอร์ มาเป็นตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า พนักงานผู้นั้นจะได้รับค่าจ้างเพิ่ม 450 บาท และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2532 เป็นต้นไป รายละเอียดปรากฏตามข้อตกลงเกี่ยวกับเอกสารหมาย ล.6 ตำแหน่งตรวจนับสิค้าหรือเช็คเกอร์กับตำแหน่งพนักงานขับรถยกของ เทียบเท่าตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามปฏิบัติหน้าที่คนงานหรือตำแหน่งที่สูงขึ้นตามที่ฟ้อง สำหรับกรณีของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 เบิกความยืนยันว่า นายประทีป ทองประไพ หัวหน้าแผนกคลังสินค้าสั่งให้โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ตรวจนับสินค้าตั้งแต่เดือนมกราคม 2535 จนถึงปัจจุบัน โดยโจทก์ที่ 1 มีรายงานตรวจสอบสภาพการขึ้นของเอกสารหมาย จ.1 (120 แผ่น) เป็นพยานสนับสนุน ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการตรวจสอบสินค้าขึ้นรถบรรทุกระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2539 โดยโจทก์ที่ 1ได้บันทึกวันเวลาขึ้นของและลงชื่อในช่องลายเซ็นผู้ตรวจสอบไว้ ซึ่งแสดงว่าวันใดลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 ในเอกสารดังกล่าว โจทก์ที่ 1ปฏิบัติหน้าที่ตรวจนับสินค้าปรากฏว่า ในแต่ละเดือนโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่าเดือนละ 17 วันทำการ ตัวอย่างเช่นในเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่นี้ 17 วัน และ 20 วันตามลำดับ เป็นต้น นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังเบิกความว่าการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบสินค้านอกจากตรวจสินค้าขึ้นรถบรรทุกแล้วยังทำหน้าที่จดรายละเอียด เกี่ยวกับจำนวนหีบห่อ น้ำหนักและหมายเลขหีบห่อสินค้าด้วย  ส่วนจำเลยมีแต่นายประทีป หัวหน้าแผนกสินค้าเพียงผู้เดียวมาเบิกความลอย ๆ ว่า ให้โจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่ตรวจสอบสินค้า นอกจาก 17 วัน และ 20 วันตามลำดับ เป็นต้น นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังเบิกความว่า การปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบสินค้าด้วย นอกจากตรวจสอบสินค้าขึ้นรถบรรทุกแล้ว ยังทำหน้าที่จดรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนหีบห่อ น้ำหนัก และหมายเลขหีบห่อสินค้าด้วย ส่วนจำเลยมีแต่นายประทีป หัวหน้าแผนกสินค้าเพียงผู้เดียวเบิกความลอย ๆ ว่า ให้โจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่ตรวจสินค้าวันละ 1 ถึง 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละประมาณ 3 วัน โดยไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุน จากพยานหลักฐานโจทก์ที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ตรวจนับสินค้าไม่ใช่หน้าที่คนงาน
                ส่วนกรณีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เบิกความทำนองเดียวกันว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2536 นายประทีปสั่งให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ขับรถยกของชนิดใช้แบตเตอร์รี่ตลอดมาโดยไม่ได้ทำหน้าที่คนงาน โดยโจทก์ที่ 2 มีบันทึกการเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ระหว่างปี 2536 ถึง 2539 เอกสารหมาย จ.2 และโจทก์ที่ 3 มีบันทึกการเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ระหว่างปี 2537 ถึง 2539 เอกสารหมาย จ.3 เป็นพยานประกอบ กับมีนายไพศาล ทำงานตำแหน่งช่างประกอบ แผนกช่างซ่อมบำรุง ซึ่งอยู่ใกล้สถานที่เปลี่ยนแบตเตอร์รี่ยืนยันว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นำแบตเตอร์รี่ของรถยกของไปเปลี่ยนเป็นประจำ และนายประทวน สัญญะวิรี พนักงานขับรถยกของชนิดใช้น้ำมันก็ยืนยันว่า ตั้งแต่จำเลยซื้อรถยกของชนิดใช้แบตเตอร์รี่เมื่อเดือนธันวาคม 2536 ก็เห็นโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ขับรถสองคันตลอดมา ส่วนจำเลยคงมีแต่นายประทีปคนเดียวเบิกความ สรุปได้ว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ขับรถยกบางเวลาเท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ขับรถยกของ
                คดีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยออกไปอีกว่า จำเลยต้องปรับหรือเลื่อนตำแหน่งงานใหม่ให้โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 44 คู่กรณีมีเจตนาว่าเมื่อพนักงานคนใดปฏิบัติงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นก็สมควรได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามความยากง่ายของงาน ดังนั้น คำว่า “เลื่อนตำแหน่ง” ในข้อนี้นอกจากจะหมายความว่าจำเลยมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เลื่อนตำแหน่งพนักงานคนใดคนหนึ่งให้ทำงานในตำแหน่งสูงขึ้นโดยตรงแล้ว ยันหมายความรวมถึงกรณีที่จำเลยไม่ได้มีคำสั่งโดยตรงให้เลื่อนตำแหน่ง แต่จำเลยให้พนักงานที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่ำกว่าที่สูงขึ้นด้วย เพราะหากมิได้แปลข้อตกลงดังกล่าวตามนัยข้อตกลงแล้ว ก็อาจจะทำให้ข้อตกลงข้อนี้ไม่มีข้อบังคับโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ หากจำเลยซึ่งเป็นเจ้านายจ้างมีเจตนาจะจ่ายค่าจ้างพนักงานในอัตราต่ำเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยให้พนักงานที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ต่ำกว่าไปปฏิบัติงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อผลประโยชน์ในการผลิตสินค้าหรือเพื่อประโยชน์อื่นใดของจำเลย โดยไม่มีคำสั่งเลื่อนหรือปรับตำแหน่งให้เป็นลายลักษณ์อักษรก็จะทำให้พนักงานหรือลูกจ้างเสียเปรียบได้ ดังนั้น กรณีของโจทก์ทั้งสามเมื่อจำเลยให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งท่สูงขึ้น จำเลยจึงต้องมีหน้าที่ต้องปรับหรือเลื่อนตำแหน่งให้โจทก์ทั้งสามตามฟ้อง ซึ่งจะมีผลให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นสมดังเจตนารมณ์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ตกลงกันไว้
                พิพากษาให้จำเลยปรับตำแหน่งโจทก์ทั้งสามตำแหน่งคนงาน เป็นตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2532 ข้อ 44 ตั้งแต่วันที่ 3 มีคำพิพากษาเป็นต้นไป

                นายสมจิตร                             ทองศรี
                นายสุดเกรียงไกร                 เซ่งไพเราะ
                นายสมควร                            แก้วพิลา