|
การโยกย้าย
1. การโยกย้าย คือ อะไร? คือ การที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างเปลี่ยนตำแหน่งงาน หน้าที่ ลักษณะงาน หรือสถานที่ทำงาน
1.1 การเปลี่ยนตำแหน่ง เช่น เปลี่ยนจากผู้จัดการฝ่ายผลิต ไปฝ่ายควบคุมคุณภาพ หรือฝ่ายบุคคล เป็นต้น
1.2 เปลี่ยนหน้าที่งาน เช่น เปลี่ยนจากพนักงานบัญชีเป็นพนักงานการเงิน
1.3 เปลี่ยนลักษณะงาน เช่น เปลี่ยนจากทำงานในส่วนการผลิตในโรงงานมาทำงานเป็นพนักงานในสำนักงาน
1.4 เปลี่ยนสถานที่ทำงาน เช่น ย้ายโรงงานจากระยอง จังหวัดระยอง ไปทำงานที่โรงงานชลบุรี จังหวัดชลบุรี
2. การโยกย้ายเป็นอำนาจบริหารของนายจ้าง มีแนวคำพิพากษาของศาลฏีกาได้วางบรรทัดฐานไว้จำนวนหลายเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายตลอดจนการให้ความดีความชอบแก่ลูกจ้าง เป็นอำนาจการบริหาร ของนายจ้างที่จะกระทำได้ เพื่อให้กิจการของนายจ้างบรรลุผลและมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์แก่กิจการของนายจ้างมากที่สุด
3. ผู้มีสิทธิสั่งโยกย้าย คือ นายจ้าง แต่ในทางปฏิบัตินายจ้างมักจะมอบอำนาจให้ แก่ผู้จัดการโรงงาน ผู้จัดการฝ่ายบุคคล หรือหัวหน้างาน
การมอบอำนาจนั้นอาจจะกระทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ แต่ส่วนใหญ่มักเขียนมอบไว้ในระเบียบข้อบังคับในการทำงาน
4. เหตุในการสั่งโยกย้าย เรื่องเหตุในการสั่งโยกย้ายนี้ กฏหมายมิได้บัญญัติไว้ จึงเป็นดุลพินิจของนายจ้างที่จะสั่งโยกย้ายเมื่อใดก็ได้ ไม่ว่าจะมีเหตุหรือไม่ก็ได้ ตามที่นายจ้างเห็นเป็นการสมควร
5. หลักเกณฑ์ในการโยกย้าย หลักเกณฑ์ในการโยกย้ายนั้นกฏหมายมิได้บัญญัติไว้แต่ศาลฏีกาได้มีการวางแนวไว้ สรุปแล้วการโยกย้ายนั้นมีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
5.1.ตำแหน่งใหม่ต้องไม่ต่ำกว่าเดิม ตำแหน่งต้องไม่ต่ำกว่าเดิมหรือไม่ มีข้อพิจารณาดังนี้
5.1.1 พิจารณาจากโครงสร้างของนายจ้าง ซึ่งจะมีจำแนกเทียบตำแหน่งต่าง ๆ ไว้
5.1.2 พิจารณาจากลักษณะงาน หากเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์เป็นพิเศษ ถ้าย้ายไปตำแหน่งที่ไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถพิเศษถือว่าต่ำกว่าเดิม
5.2 ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าเดิม ค่าจ้าง ต่ำกว่าเดิมหรือไม่ ให้ถือ ค่าจ้างตามปกติ ไม่รวมรายได้พิเศษ เช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าล่วงเวลา เงินตอบแทนเป็นพิเศษ เช่น เบี้ยกันดาร ค่าทำงานกะ ค่ายังชีพต่างจังหวัด ค่าอาหาร ค่าพาหนะ เป็นต้น
5.3 ต้องกระทำด้วยความเป็นธรรม การย้ายที่จะเป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาถึง
5.3.1 ความจำเป็นของนายจ้าง
5.3.2 ความสุจริต
6. นายจ้างสั่งโยกย้ายลูกจ้างปฏิเสธได้หรือ ไม่ ? เมื่อนายจ้างมีคำสั่งโยกย้ายงานโดยชอบและเป็นธรรมแก่ลูกจ้างแล้ว ลูกจ้างจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ลูกจ้างจะอ้างความต้องการและความจำเป็นของลูกจ้างมาลบล้างคำสั่งของนายจ้างไม่ได้ เช่น จะอ้างว่างานหนักกว่าเดิม สวัสดิการน้อยกว่าเดิม ไม่สะดวกในการเดินทาง ศักดิ์ศรีด้วยกว่าเดิม ไม่ถนัดงานใหม่ ไม่ชอบงานใหม่ เป็นต้น
ผลของการฝ่าฝืนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายจะเป็นอย่างไร?
1. หากการฝ่าฝืนนั้นทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างในกรณีร้ายแรง นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
2. หากการฝ่าฝืนนั้นทำให้นายจ้างเสียหายไม่มาก ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ ถ้าครบกำหนด 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชด เชย แต่ถ้าไม่คบ 3 วัน นายจ้างสามารถตักเตือนเป็นหนังสือได้
กรณีห้ามโยกย้ายมีลูกจ้างมี 2 กรณี
1. การห้ามย้ายลูกจ้างตามกฎหมาย
1.1 ห้ามย้ายในระหว่างการเจรจาตกลง โดยหลักเกณฑ์ ดังนี้ คือ
1) ช่วงระหว่างการเจรา การไหล่เกลี่ย หรือชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน
2) ห้ามเลิกจ้างลูกจ้าง หรือโยกย้าย ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง.
1.2 การโยกย้ายกรรมการลูกจ้างอันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง
2. การห้ามย้ายลูกจ้างตามข้อตกลง คือ กรณีที่นายจ้างและลูกจ้างทำสัญญา หรือข้อตกลงกับลูกจ้างผูกพันว่าจะจ้างลูกจ้างในตำแหน่งใดตลอดไปโดยไม่โยกย้าย
|