คำสั่งตรวจแรงงาน

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง

ที่  1 / 2550

ระหว่างนางสายฝน บุญยขันธ์  กับพวกรวม  10  คน  ผู้ยื่นคำร้อง  กับ บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน)
______________________________________________________

 
 
ที่ อท 0024 / 2165
 
  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง
ศาลากลางจังหวัด  อำเภอเมืองอ่างทอง  อท 14000
                                                                                                                                                                           

16  มีนาคม  2550

เรื่อง   ค่าจ้าง
เรียน   นางสายฝน  บุญยขันธ์
สิ่งที่ส่งมาด้วย        คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่  1/2550  ลงวันที่  16  มีนาคม  2550

                                 ตามที่  ท่านกับพวกรวม  10  คน  ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง  ว่า  บริษัท  ไทยเรยอน  จำกัด (มหาชน) ค้างจ่ายค่าจ้างรายละเอียดแจ้งแล้ว  นั้น
                                 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง  ขอส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน  ที  1/2550  ลงวันที่  16  มีนาคม  2550  มาเพื่อพิจารณาดำเนินการ

                                  จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

 

ขอแสดงความนับถือ

 

(นางศิราภรณ์  บุญเรือง)
สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง

 

กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
โทร.  0-3561-3500
โทรสาร. 0-3561-1331

 
 

คำสั่งตรวจแรงงาน

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง

ที่  1 / 2550

ระหว่างนางสายฝน บุญยขันธ์  กับพวกรวม  10  คน  ผู้ยื่นคำร้อง  กับ บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน)
---------------------------------------------------------------------------------

                  ตามที่  นางสายฝน บุญยขันธ์  กับพวกรวม  10  คน  ลูกจ้าง  บริษัท  ไทยเรยอน  จำกัด (มหาชน)  ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง  เมื่อวันที่  17  มกราคม  2550  ว่านายจ้าง  หักค่าจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                 1. พนักงานตรวจแรงงาน  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทองได้สอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า  บริษัท  ไทยเรยอน จัด (มหาชน) เลขที่ตั้ง  36  หมู่ที่  2  ตำบลโพสะ  อำเภอเมืองอ่างทอง  จังหวัดอ่างทอง  ประเภทกิจการ  ผลิตเส้นใย  จำนวนลูกจ้าง  800  คน  โดยมีนายประจิตร  ยศสุนทร  นายกุมาร  มังกาลัม   เบอร์ล่า  นางราชาสรี  เบอร์ล่า  นายไซยัม  ชุนเดอร์  มาฮันซาเรีย  นายวินัย  สัจเดว  นางนีรจา  เบอร์ล่า  นายอโมลัด  ทักราล  นางรัชนี  คาจิจิ  นายรามาคานห์  ราทิ  และนายไซเลนดรา  กุมารเจน  เป็นกรรมการบริษัทและกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทฯ  มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล  ระหว่างวันที่  10  กันยายน  2520  ถึงวันที่  9  กันยายน  2547   บริษัทฯ ได้ตกลงว่าจ้างลูกจ้างทั้ง  10  คน  เข้ามาเป็นพนักงาน  โดยมีตำแหน่งและอัตราค่าจ้างสุดท้ายดังนี้

รายชื่อพนักงาน

วันเริ่มทำงาน

ตำแหน่ง

อัตราค่าจ้าง (บาท)

1) นายไพโรจน์     แสงมะหมัด 1    กุมภาพันธ์  2533 โอปะเรเตอร์ 14,446.00
2) นายประพันธ์    นิ่มปานฝ้าย 29  มีนาคม       2532 โอปะเรเตอร์ 14,750.00
3) นายไชยวัฒน์    ชิดชอบ 25  กรกฎาคม   2543 โอปะเรเตอร์ 10,815.00
4) นายฉลอง          นัยเนตร 4     มิถุนายน     2521 โอปะเรเตอร์ 16,593.00
5) นางสาวนกยูง   รักขาว 29    มีนาคม      2532 โอปะเรเตอร์ 12,626.00
6) นายพิเชษฐ์        สาสุข 2      พฤษภาคม  2546 โอปะเรเตอร์ 7,480.00
7) นางสายฝน        บุญยขันธ์ 1     พฤศจิกายน  2532 โอปะเรเตอร์ 14,804.00
8) นางสุวรรณ       บุญอำไพ 10    กันยายน     2520 เวกเกอร์ 16,296.00
9) นางมณฑา         สุดสาคร 1      เมษายน      2532 โอปะเรเตอร์ 12,023.00
10) นางพรใจ        ศรีสุวรณธนู 29     มีนาคม      2532 โอปะเรเตอร์ 15,542.00

บริษัทฯ กำหนดให้มีสภาพการจ้าง  โดยจัดให้ลูกจ้างทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน  วันหยุดประจำสัปดาห์ๆ ละ 1 วัน มีวันหยุดและวันลาตามที่กำหนด  และตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง  กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน  บริษัทฯ จัดให้มีสวัสดิการด้านพักอาศัยแก่ลูกจ้าง  โดยจัดให้มีหอพักรวมหลายพื้นที่ให้แก่ลูกจ้างหลายระดับ  ซึ่งหอพักส่วนสำคัญ  คือ  หอพักจุด 8 มีหอพักที่ใช้ชื่อว่า  หอพักหญิงโสด  หอพักชายโสด  หอพักครอบครัว  และหอพักลีดเดอร์  รวม 4 หอพัก  ซึ่งภายหลังได้ทุบหอพักหญิงโสด  คงเหลือเพียง 3 หอพักเท่านั้นและพักอาศัยหอพักดังกล่าว  บริษัทฯ ได้จัดสร้างขึ้นเอง  และเกิดจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้ตกลงกับองค์กรที่ลูกจ้างได้รวมตัวจัดตั้งเป็นสหภาพแรงงาน  โดยใช้ชื่อว่า  "สหภาพแรงงานไทยเรยอน"  สำหรับการเข้าพักอาศัยหอพักของลูกจ้าง  บริษัทฯ ได้กำหนดให้มีระเบียบการเข้าพักไว้  และมีประเด็นสำคัญคือ  หอพักหญิงโสดและหอพักชายโสด  บริษัทฯ ได้สงวนไว้กับลูกจ้างของบริษัทฯ เท่านั้น  และห้ามนำบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ลูกจ้างเข้ามาพักอาศัยภายหลัง  ภายหลังลูกจ้างได้นำบุคคลภายในครอบครัวเข้ามาพักอาศัย  โดยบริษัทฯ มิได้ติดใจที่จะบังคับตามระเบียบที่กำหนดได้ดังกล่าว

            ต่อมาวันที่  25  กรกฎาคม  2549  บริษัทฯ ได้แจ้งแก่พนักงานที่พักหอพัก  รวมทั้งลูกจ้างทั้ง  10  คน  ว่าให้ย้ายออกจากหอพักจากจุด 8  ไปพักที่หอพัก 10  ดังกล่าว  โดยอ้างเหตุว่าต้องการใช้พื้นที่เพื่อขยายการผลิต  โดยการเป็นการพักรวมกันห้องละ 2 คน  แต่ลูกจ้างได้ปฏิเสธโดยอ้างเหตุว่า  หอพักเดิมที่ตนพักอาศัยได้นำเอาครอบครัวมาอยู่ด้วย  และเมื่อบริษัทฯ จัดให้พักที่หอพักจุด 10 นั้น  เป็นการพักรวมกับลูกจ้างอีก 1 คน  และสภาพห้องมีขนาดเล็กกว่าเดิม  วันที่ 15 พฤศจิกายน  2549  บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้ลูกจ้างออกจากหอพักดังกล่าว  แต่ลูกจ้างทั้ง  10  คน  ยังคงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวของบริษัทฯ  วันที่  6  ธันวาคม  2549  บริษัทฯ โดยนาย  วี.เค.คาปูร์  ตำแหน่ง  รองประธานอาวุโสของบริษัทฯ จึงมีคำสั่งพักงานลูกจ้างทั้ง 10 คน โดยพักงานในวันที่  7  และ  8 ธันวาคม  2549  รวม 2 วัน  โดยไม่จ่ายค่าจ้าง  ต่อมาวันที่ 17 มกราคม  2550  ลูกจ้างทั้ง  10  คน ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง  เพื่อเรียกร้องค่าจ้าง  2    วันที่บริษัทฯ ได้สั่งพักงาน  โดยแจ้งว่าเป็นคำสั่งพักงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  บริษัทฯ ได้ชี้แจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานว่า  บริษัทฯ ได้สั่งพักงานลูกจ้างทั้ง  10  คน โดยไม่จ่ายค่าจ้างจริง  โดยอ้างว่าลูกจ้างทั้ง  10  คน  ฝ่าฝืนคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้ปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม

             ดังนั้น  ประเด็นในการวินิจฉัย

             ประเด็นที่หนึ่ง     คำสั่งพักงานของบริษัทฯ ที่สั่งพนักงานลูกจ้างทั้ง  14  คน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่ลูกจ้างหรือไม่

             ประเด็นที่สอง      บริษัทฯ ไมจ่ายค่าชดเชยในวันที่ 7 และ 8 ธันวาคม  2549 ให้แก่ลูกจ้าง / ผู้ร้องทั้ง 10 คนได้หรือไม่

             2.ข้อกฎหมาย
             พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ. 2541
             มาตรา  76
   ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าทำงานในวันหยุด  และค่าล่วงเวลาในวันหยุด  เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ
              (1)  ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่าย  หรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้
              (2)  ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน
              (3)  ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์  หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกับสหกรณ์ออมทรัพย์หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว  โดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง
              (4)  เป็นเงินประกันตามมาตรา  10  หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง  ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจ  หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง  โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
              (5)  เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม
              การหักตามข้อ (2)  (3)  (4)  และ  (5)  ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบ  และจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลากาจ่ายตามมาตรา  70  เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

               มาตรา  108  ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป  จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย  และข้อบังคับนั้นอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการดังต่อไปนี้          
              (1)  วันทำงาน  เวลาทำงานปกติ  และเวลาพัก
              (2)  วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด
              (3)  หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
              (4)  วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง  ค่าล่วงเวลา  ค่าทำงาในวันหยุด  และค่าล่วงเวลาในวันหยุด
              (5)  วันลาและหลักเกณฑ์การลา
              (6)  วินัยและโทษทางวินัย
              (7)  การร้องทุกข์
              (8)  การเลิกจ้าง  ค่าชดเชย  และค่าชดเชยพิเศษ
              ให้นายจ้างประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานภายในสิบห้าวัน  นับแต่วันที่นายจ้างมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป  และให้นายจ้างจัดเก็บสำเนาข้อบังคับนั้นไว้  ณ  สถานประกอบกิจการ  หรือ สำนักงานของนายจ้างตลอดเวลา  และให้ส่งสำเนาข้อบังคับให้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในเจ็ดวันนับแต่วันประกาศใช้ข้อบังคับดังกล่าว
               ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจสั่งให้นายจ้างแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ขัดต่อกฎหมายให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด
               ให้นายจ้างเผยแพร่และปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง  เพื่อให้ลูกจ้างได้ทราบและดูได้สะดวก

               พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์  พ.ศ. 2518
               มาตรา  5
  ในพระราชบัญญัตินี้
               "สภาพการจ้าง"  หมายความว่า  เงื่อนไขการจ้างหรือทำงาน  กำหนดวันและเวลาทำงานค่าจ้าง  สวัสดิการ  การเลิกจ้าง  หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน
               "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง"  หมายความว่า  ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง  หรือ  ระหว่างนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

                มาตรา  12  วรรคหนึ่ง  ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง  มีผลใช้บังคับภายในระยะเวลาที่นายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงกัน  แต่จะตกลงกันให้มีผลใช้บังคับเกินกว่าสามปีไม่ได้  ถ้ามิได้กำหนดระยะเวลาไว้ให้ถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับหนึ่งปี  นับแต่วันที่นายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงกัน  หรือนับแต่วันที่นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานแล้วแต่กรณี

               มาตรา  13  วรรคหนึ่ง  การเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง  หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง  นายจ้างหรือลูกจ้างจ้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ

               มาตรา  18  ถ้านายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับลูกจ้าง  หรือสภาพแรงงานสามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องตามมาตรา  13  ได้แล้ว  ให้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้าง  และผู้แทนลูกจ้างหรือกรรมการของสหภาพแรงงานแล้วแต่กรณี  และให้นายจ้างประกาศข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยเปิดเผยไว้ ณ สถานที่ที่ลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องทำงานอยู่เป็นเวลาอย่างน้อยสามสิบวัน  โดยเริ่มประกาศภายในสามวันนับแต่วันที่ได้ตกลงกัน
               ให้นายจ้างนำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามวรรคหนึ่งมาจดทะเบียนต่ออธิบดี  หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย  ภายในสับห้าวันนับแต่วันที่ได้ตกลงกัน

                มาตรา  19  ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น  ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน
                ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่กระทำโดยนายจ้าง  หรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน  โดยมีลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันเป็นสมาชิกหรือร่วมในการเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างเกินกว่าสองในสามของลูกจ้างทั้งหมด  ให้ถือว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง  ซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันนั้นทุกคน

                มาตรา  20  เมื่อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว  ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง  เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า

               3.พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาพยานหลักฐานแล้วพิเคราะห์ได้ว่า
               ประเด็นที่หนึ่ง 
คำสั่งพนักงานของบริษัทฯ ที่สั่งพักงานลูกจ้างทั้ง  14  คน  เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่ลูกจ้าง  หรือไม่
               ตามที่บริษัทฯ จัดให้มีสวัสดิการเกี่ยวกับหอพักใหม่แก่ลูกจ้างย่อมถือว่าเป็นสภาพการจ้างที่นายจ้างจัดให้มีแก่ลูกจ้างตามกฎหมาย  และมีผลบังคับใช้มาโดยตลอดจนกว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง  การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมายกำหนดไว้  กล่าวคือ  ต้องยื่นเป็นข้อเรียกร้องและตกลงกับอีกฝ่ายหนึ่ง  จึงจะถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย  กรณีบริษัทฯ ต้องการใช้พื้นที่บริเวณหอพักจุด  8  เพื่อขยายการผลิตโดยการทุบหอพัก  จึงเป็นการลดสวัสดิการลูกจ้างที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่มีผลบังคับใช้อยู่  จะกระทำได้ต้องผ่านการตกลงยินยอมจากลูกจ้างหรือองค์กรของลูกจ้างเสียก่อนจึงจะกระทำได้  แต่บริษัทฯ มิได้ใช้กระบวนการการยื่นข้อเรียกร้องกับลูกจ้างหรือองค์กรของลูกจ้าง  แต่กลับมีหนังสือแจ้งเตือนและนำบทลงโทษทางวินัยตามระเบียบข้อบังคับในการทำงาน  โดยการลงโทษพักงานลูกจ้างทั้ง  10  คน  รวม  2  วัน  โดยไม่จ่ายค่าจ้าง จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518  คำสั่งพนักงานดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นคุณยิ่งกว่า  จึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง

               ประเด็นที่สอง    บริษัทฯ ไม่จ่ายค่าจ้างในวันที่  7  และ  8  ธันวาคม  2549  แก่ลูกจ้าง / ผู้ร้องทั้ง  10  คน  ได้หรือไม่
              เมื่อพิจารณาว่าคำสั่งให้ลูกจ้าง / ผู้ร้องทั้ง 14 คน  เป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง  และเมื่อให้ลูกจ้างหยุดงาน  บริษัทฯ จึงต้องมีหน้าที่จ่ายเงินค่าจ้างดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน
              อาศัยอำนาจตามความในมาตรา  124  แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541  พนักงานตรวจแรงงาน  จึงมีคำสั่งให้  บริษัท  ไทยเรยอน  จำกัด (มหาชน)  จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง / ผู้ร้อง  ทั้ง  10  คน  ดังต่อไปนี้

  1) นายไพโรจน์     แสงมะหมัด

จำนวน

     963.06          บาท  
  2) นายประพันธ์    นิ่มปานฝ้าย

จำนวน

     983.33          บาท  
  3) นายไชยวัฒน์    ชิดชอบ

จำนวน

     721.00          บาท  
  4) นายฉลอง          นัยเนตร

จำนวน

  1,106.20          บาท  
  5) นางสาวนกยูง   รักขาว

จำนวน

     841.73          บาท  
  6) นายพิเชษฐ์        สาสุข

จำนวน

     498.66          บาท  
  7) นางสายฝน        บุญยขันธ์

จำนวน

     986.93          บาท  
  8) นางสุวรรณ       บุญอำไพ

จำนวน

  1,086.40          บาท  
  9) นางมณฑา         สุดสาคร

จำนวน

     801.53          บาท  
  10) นางพรใจ        ศรีสุวรณธนู

จำนวน

  1,036.06          บาท  


พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันผิดนัดชำระจนกว่าจะชำระเสร็จ  ภายใน  15  วัน  โดยนำเงินดังกล่าวไปชำระภายใน  ณ  สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง  ศาลากลางจังหวัด (หลังใหม่)  ชั้น  1  ถนนเทศบาล  1  ตำบลบางแก้ว  อำเภอเมืองอ่างทอง  จังหวัดอ่างทอง

                    นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                                                                                                                                                           สั่ง  ณ  วันที่  16  มีนาคม  พ.ศ. 2550

                                                                                                                                   ลงชื่อ

                                                                                                                                                                        (นายบรรพต  โพธิ์นุต)
                                                                                                                                                                        พนักงานตรวจแรงงาน
                                                                                                                                                  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.  2541

หมายเหตุ

                 มาตรา  125  หากนายจ้าง / ลูกจ้าง / ทายาทโดยธรรม  ไม่พอใจในคำวินิจฉัยตามคำสั่งนี้ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวัน  นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง  หากไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนี้เป็นที่สุด
                ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล  นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนี้  จึงจะฟ้องคดีต่อศาลได้