(๓๑ ทวิ)
คำพิพากษา



 
 

 

สำหรับศาลใช้
 

คดีหมายเลขดำที่ ๖๘๔๕ / ๒๕๔๔
ธบ.๔๒๔-๔๒๕ / ๒๕๔๔

คดีหมายเลขแดงที่ ๗๔๑๔   / ๒๕๔๔
ธบ.๖๗๖-๖๗๗ / ๒๕๔๔

 

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ศาลแรงงานกลาง (ธัญญบุรี)

วันที่ ๑๓ เดือน มีนาคม  พุทธศักราช ๒๕๔๖

ความแพ่ง

 

          ระหว่าง

นางศรีไพร สุวรรณลภาพร                     ที่ ๑

นางเทียน  พิสมัย                                   ที่ ๒

นางสังเวียน  บัวเล็ก                               ที่ ๓

นางสาวหวาน  รอดยิ่ง                            ที่ ๔

นางละมัย  แสงศรี                                  ที่ ๕

นางประทุม  ชิดสวน                               ที่ ๖

นางเมตตา  แต่งเครือมาศ                        ที่ ๗

บริษัท ไทยเรยอน  จำกัด  (มหาชน

 





 

 

โจทก์

จำเลย

 

              

เรื่อง เลิกจ้างไม่เป็นธรรม

 

                คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ศาลให้รวมพิจารณาพิพากษาโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๗

                โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างจำเลยเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๐ วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๓๒ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๒๓ วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๓ วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๑๙ วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๑๙ และวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๑๙ ตามลำดับ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นรายเดือนเดือนละ ๕๗,๔๑๕ บาท ๙,๙๑๖ บาท ๑๑,๑๑๐ บาท ๙,๙๕๓ บาท ๑๓,๔๐๕ บาท  ๑๔,๑๖๔ บาท และ ๓๔,๓๕๐ บาท ตามลำดับ กับค่าครองชีพคนละ เดือน ๔.๒๐๐ วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๔ วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และปลายปี ๒๕๔๒ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดตามลำดับอ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอายุครบ ๕๐ ปี ต้องเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงไม่เท่าเทียมกัน ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๕ ตกเป็นโมฆะ การเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดจำนวน ๑๐,๔๐๓,๗๐๐ บาท ๒,๓๘๓,๕๓๐ บาท ๒,๕๘๕,๒๓๐ บาท ๒,๓๘๙,๑๖๐ บาท ๒,๙๗๒,๓๙๐ บาท ๓,๑๐๐,๖๙๐ บาทและ ๖,๕๐๙,๔๑๐ บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

                จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนให้การว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรื่องการเกษียณอายุเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งคู่สัญญาสมัครใจทำนิติกรรมกัน จึงผูกพันโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยและไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเพราะเหตุเกษียณอายุ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

                ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ค่าเสียหายเพียงใด

                วันนัดพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยเปิดดำเนินกิจการผลิตเส้นใยประดิษฐ์เรยอน  เมื่อปี ๒๕๑๙ จำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรื่องเกษียณอายุโดยพนักงานชายเกษียณ ๕๕ ปี พนักงานหญิงเกษียณ ๕๐ และกำหนดเกษียณดังกล่าวตลอดมาจนถึงระเบียบข้อบังคับฉบับปัจจุบัน โจทก์ทั้งเจ็ดมีวันเข้าทำงาน ตำแหน่งและค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้อง  ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดตามฟ้องอ้างเหตุเกษียณอายุ ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับค่าชดเชยและเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดยังไม่ได้งานใหม่ เพราะอายุมากแล้ว สหภาพแรงงานไทยเรยอนจัดตั้งปี ๒๕๒๑ มีการยื่นข้อเรียกร้องทุก ๓ ปีเนื่องจากข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ๓ ปี แต่เพิ่งยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องเกษียณอายุเมื่อปี ๒๕๔๔ แต่ตกลงกันไม่ได้

                ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

                โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

อายุครบ ๕๐ ปีขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๕ ตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับใช้ จำเลยจึงไม่อาจเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเนื่องจากเกษียณอายุ จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาว่าจะให้จำเลยรับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพียงใด

                พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยแถลงว่าไม่ประสงค์จะทำงานร่วมกันต่อไปตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๖ จึงเห็นได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้

จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แทนโดยเมื่อคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้างของโจทก์ทั้งเจ็ด ค่าชดเชยที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับและมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุนั้นสืบเนื่องมาจากผลของการแก้ไขกฎหมาย มิใช่เกิดจากที่จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใด จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ทั้งเจ็ดจำนวน ๔๙๐,๐๐๐ บาท ๕๕,๐๐๐ บาท ๑๐๒,๐๐๐ บาท ๔๘,๐๐๐ บาท ๑๔๐,๐๐๐ บาท ๑๔๗,๐๐๐ บาท และ ๒๙๕,๐๐๐ บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ มาตรา ๒๒๔

                พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์ทั้งเจ็ดจำนวน ๔๙๐,๐๐๐ บาท ๕๕,๐๐๐ บาท ๑๐๒,๐๐๐ บาท ๔๘,๐๐๐ บาท ๑๔๐,๐๐๐ บาท ๑๔๗,๐๐๐ บาท และ ๒๙๕,๐๐๐ บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๔ สำหรับโจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๕ วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ สำหรับโจทก์ที่ ๖ ที่ ๗) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน ./

 

 

นายบุญทอง  ปลื้มวรสวัสดิ์

 

นายกมล  โกแมนพิชัย

 

นายจิราวัฒน์  ศรีวงษา