(๓๑)                                                                                                                                                                                                                                                สำหรับศาลใช้
คำพิพากษา

   

 



คดีหมายเลขดำที่ ๗๖๗๕
/ ๒๕๒๙

คดีหมายเลขแดงที่ ๑๑๔ / ๒๕๓๐

 

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดอ่างทอง)

วันที่ ๑๔ เดือน มกราคม  พุทธศักราช ๒๕๓๐

ความแพ่ง

 

          ระหว่าง นายโสภณ   ฉิมวัย

 

บริษัท ไทยเรยอน  จำกัด  (มหาชน

 

โจทก์

จำเลย

 

              

เรื่อง   ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

 

               โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๑–๑๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ โจทก์ได้เข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลหมอประเจิด – วีรพจน์ จังหวัดสิงห์บุรี เนื่องจากขับรถจักรยานยนต์ตกไหล่ทางแพทย์ได้ทำการผ่าตัดใส่เหล็กที่กระดูกข้อมือขวา โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการผ่าตัดไป ๔,๕๐๐ บาท เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเบิกเงินคืนจากจำเลย จำเลยได้จ่ายให้โจทก์เพียง ๑,๒๗๕ บาท ขาดไป ๓,๒๒๕ บาท ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๒๙ ข้อ ๒๕.... ขอให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ให้โจทก์


                จำเลยขาดนัด ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว
 

พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติธรรมได้ว่าจำเลยได้ประกันภัยระบบ “โครงการประกันสุขภาพหมู่”  ให้กับพนักงาน ซึ่งโจทก์ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้ประกันภัยในโครงการดังกล่าว  เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ โจทก์ขับรถจักรยานยนต์ตกไหล่ทางได้รับบาดเจ็บต้องผ่าตัดใส่เหล็กที่หลังมือข้างขวา และได้จ่ายค่าธรรมเนียมในการผ่าตัดไป ๔,๕๐๐ บาท แต่ทางบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด จ่ายค่าผ่าตัดให้เพียง ๑,๒๗๕ บาท เมื่อตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ ๒๕...๓ ได้ระบุไว้ว่า จำเลยจะจ่ายค่าธรรมเนียมผ่าตัดให้พนักงานปรับแต่ละครั้งไม่เกิน ๘,๕๐๐ บาท ดังนั้น การที่โจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปไม่เกินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงต้องจ่ายให้โจทก์จนครบเท่าที่โจทก์จ่ายไปจริง ส่วนทำไม่บริษัทประกันภัยจ่ายให้ไม่ครบ ต้องเป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบริษัท-ประกันภัย จะต้องไปว่ากล่าวกันเอง จำเลยจะอ้างว่า บริษัท ประกันภัย ให้เพียงเท่านั้น จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบอีกหาได้ไม่ ดังนั้น จำเลย จึงต้องจ่ายเงินให้โจทก์ตามฟ้อง
 

จึงพร้อมกันพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน ๓,๒๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย
 

ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์.

 

 

นายปรีชา     บุญญานันต์

นายจิตร     ศุกระศร

นายทวีป     กาญจนวงศ์