* อารมณ์  พงศ์พงัน

เขาสู้เพื่อผู้ทุกข์ยาก *

Arom Pongpa-ngan, he fought for the sufferings.

 

                เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อำนาจของ 3 เผด็จการพังทลายลงบรรดาคนงานทุกอาชีพที่เคยถูก “กด” ด้วยอำนาจจากนายจ้าง ด้วยอำนาจเผด็จการของฝ่ายปกครอง ได้ประทุออกมาในรูปของการประท้วง ต่อต้านการเอาเปรียบของนายจ้าง เรียกร้องสภาพการจ้างที่ดีขึ้นในท่ามกลางการเคลื่อนไหวของคนงาน ซึ่งมีอยู่ทั่วไปนั้น มีผู้นำคนงานที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ เทิดภูมิ ใจดี และประสิทธิ์ ไชโย คนแรกเป็นผู้นำคนงานในกิจการโรงแรมและหอพัก คนที่สองที่เป็นผู้นำคนงานในกิจการสิ่งทอ

ที่จริงผู้นำคนงานที่ได้ต่อสู้มาในลักษณะผู้นำคนงานรุ่นก่อนนี้ก็มีอยู่ อาทิเช่น สุวิทย์ ระวิวงศ์ ผู้นำคนงานกิจการขนส่งด้านการส่งออก ผัน วงษ์ดี ผู้นำคนงานกิจการเหล็กและโลหะ สนั่น วงษ์สุธีร์ ผู้นำคนงานแถบสมุทรปราการ

แต่ในกระแสการเคลื่อนไหวของคนงานช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น ลักษณะการต่อสู้ของเทิดภูมิ และประสิทธิ์ มีความเข้มข้นและเร่าร้อนกว่าผู้นำคนงานอื่น ๆ สอดคล้องกับอารมณ์และความรู้สึกของคนงานช่วงนั้นที่ปะทุออกมาอย่างดุเดือดและรุนแรง ทำให้เทิดภูมิและประสิทธิ์ กลายเป็นผู้นำของคนงานจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีประท้วงอย่างยืดเยื้อของคนงานทอผ้า เมื่อเดือนมิถุนายน 2517 เป็นการพิสูจน์บทบาทของเทิดภูมิ ใจดีและประสิทธิ์ ไชโย ได้เด่นชัดที่สุด

ในขณะนั้นบรรดาคนงานรัฐวิสาหกิจใหญ่ ๆ เช่น รถไฟ ไฟฟ้า ยาสูบ ได้มีการก่อตั้งสหภาพแรงงานค่อนข้างจะมั่นคงแล้วและสหภาพรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นร่วมกับ สหภาพแรงานอุตสาหกรรมบางแห่ง ได้รวมตัวกันเป็น “กลุ่มสหภาพแรงงาน ” ลักษณะการรวมตัวได้ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างเด่นชัด ในปี 2518 การรวมตัวของกลุ่มสหภาพแรงงานทำให้วงการสหภาพแรงงาน ได้รู้จักกับผู้นำคนงานคนใหม่คือ ไพศาล ธวัชชัยนันท์ ประธานกรรมการสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง

ทางด้าน เทิดภูมิ ใจดี และประสิทธิ์ ไชโย ตอนแรกมิได้เข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวในกลุ่มสหภาพแรงงาน เพราะทั้งสองคนได้ร่วมกันก่อตั้ง “ศูนย์ประสานงานกรรมกร ” จนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก่อนกลุ่มสหภาพแรงงาน และในปี 2517-2518 บทบาทของศูนย์ประสานกรรมกรมีมากว่าและเด่นชัดกว่ากลุ่มสหภาพแรงงาน แต่เพราะศูนย์ประสานงานกรรมกรเคลื่อนไหวในลักษณะที่เข้มข้นเกินไป ขณะเดียวกันขบวนการต่อต้านการเคลื่อนไหวของคนงาน ได้ประสานกันหลายระดับ ตั้งแต่ฝ่ายศูนย์ประสานงานก็เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อคนงาน แทบจะไม่ได้ในขณะที่ศูนย์ประสานงานเคลื่อนไหวได้น้อยลง กลุ่มสหภาพแรงงานด้วย กลุ่มสหภาพแรงงานก็ได้พัฒนามาสู่ “สภาแรงงาน” เป็นศูนย์รวมของคนงานจากทุกอาชีพ ในช่วงปลายปี 2518 องค์กรรวมของคนงาน ก็ได้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เคลื่อนไหวภายใต้ชื่อสภาแรงงาน นับเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์แรงงาน เช่นเดียวกับการรวมตัวของคนงานสหภาพอาชีวะเมื่อ พ.. 2478-2492

การกำเนิด “สภาแรงงาน” ทำให้ขบวนการแรงงานมีผู้นำที่มีชื่อเสียงสองคน คือ ไพศาล ธวัชชัยนันท์ ประธานมนตรีสภาแรงงาน และอารมณ์ พงศ์พงัน รองประธานมนตรีและเป็นกรรมการสหภาพแรงงานการประปานครหลวง

ไพศาล ธวัชชัยนันท์ เป็นที่ยอมรับของผู้นำสหภาพรุ่นอาวุโส อารมณ์ พงศ์พงัน เป็นที่ยอมรับของผู้นำสหภาพรุ่นใหม่ ๆ ทั้งสองคนนี้จึงสามารถประสานกลุ่มสหภาพแรงงานทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกันได้ ทำให้สภาแรงงานมีสมาชิกเข้าร่วมถึง 100 กว่าสหภาพในขณะนั้น

ด้วยตำแหน่งกรรมการสหภาพแรงงานการประปานครหลวง และตำแหน่งรองประธานมนตรีสหภาพแรงงาน สถานการณ์ต่าง ๆ ได้หล่อหลอมให้อารมณ์ เป็นผู้นำคนงานที่มีความเฉียบแหลมทางความคิดมีความยืนหยัดในผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของคนงาน มีความเสียสละเพื่อผู้ทุกข์ยาก โดยเฉพาะบรรดากรรมกรที่ถูกเอาเปรียบทั้งหลาย

โดยคุณสมบัติส่วนตัว อารมณ์มีฐานะเป็นปัญญาชน มีการศึกษาดี สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคราชสีมาเป็นนักเขียนเป็นนักคิด ดังนั้นเมื่อมาเป็นผู้นำคนงานความคิดของเขาจึงเป็นความคิดที่จะต่อสู้เพื่อคนงาน ปลายปากกาของเขาจึงเป็นอาวุธที่มีพลังเพื่อคนงาน เพื่อขบวนการสหภาพแรงงาน

1 มกราคม 2519 สหภาพแรงงานนำกรรมกรทั่วประเทศ ประท้วงเรื่องการขึ้นราคาข้าวสาร เหตุการณ์ครั้งนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และการขึ้นราคาข้าวสาร ก็ถูกระงับไป จนกว่าจะได้มีการพิสูจน์ตัวเลขให้เป็นที่ยอมรับกันทุกฝ่าย

อารมณ์ พงศ์พงัน เป็นจักรกลตัวสำคัญในการประสานกำลังระหว่างคนงานกับนักศึกษา และระหว่างคนงานกับผู้นำชาวนาในขณะนั้น  ในขณะที่ผู้นำคนอื่น ๆ ไม่สามารถจะทำได้ดีเท่าเขา เขากลายเป็นผู้นำคนงานที่ได้รับการยอมรับจากคนงาน จากขบวนการนักศึกษาและจากผู้นำชาวนา บทบาทของเขาจึงสูงเด่นขึ้นมา จนถึงขั้นที่บุคคลบางกลุ่มทนไม่ได้ และคิดจะทำลายเขาในที่สุด

ปี 2519 แผนการแยกสลายและทำลายผู้นำกรรมกร ได้ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นขั้นตอน และอย่างเป็นขบวนการ อารมณ์ พงศ์พงัน เป็นเป้าหมายสำคัญที่ผู้วางแผนเหล่านั้นต้องการทำลายแผนนั้นถูกกำหนดผ่านผู้นำสหภาพแรงงานบางคน ผู้นำคนงานบางคนในขณะนั้นทำงานให้หน่วยงานราชการบางหน่วยโดยตรง ผู้นำคนงานบางคนต้องการเอาชนะอารมณ์ ในทุกวิถีทาง จึงหันไปร่วมมือกับผู้ที่จะทำลายอารมณ์ด้วย พวกเขาอยากเอาชนะ จนลืมนึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของขบวนการกรรมกร

การประชุมของบรรดาสหภาพ 1 10 สหภาพ ที่บางแสนเพื่อร่างข้อบังคับที่ถาวรของสภาแรงงาน ในเดือนพฤษภาคม 2519 กลายเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายกำหนดแผนเร่งที่จะทำลายขบวนการกรรมกรและทำลายผู้นำคนงานบางคนให้เร็วยิ่งขึ้นอีก เพราะปรากฏในครั้งนั้นว่าข้อเสนอของบรรดาสหภาพแรงงานที่สนับสนุนไพศาล-อารมณ์  เป็นข้อเสนอที่ได้รับการยอมรับจากตัวแทนสหภาพส่วนใหญ่ ข้อบังคับสภาแรงงานที่ผ่านมติที่ประชุมจึงเป็นข้อบังคับที่เสนอโดยกลุ่มของอารมณ์ พงศ์พงัน จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ผู้นำสหภาพที่ทำงานให้หน่วยงานราชการบางแห่งคิดจะทำลายอารมณ์ สหภาพแรงงานเริ่มเข้าสู่ช่วงของความแตกแยก เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ถูกอำนาจมืดคุกคามเริ่มเข้าสู่ช่วงคิดเข่นฆ่าทำลายกัน

ภายในการประปานครหลวง อารมณ์ พงศ์พงัน ได้ต่อสู้กับฝ่ายบริหารเรื่องการคอรัปชั่นในการประปานครหลวง ทำให้ฝ่ายบริหารเจ็บแค้นมาก

ในสหภาพแรงงานอื่น ๆ อารมณ์ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง ช่วยเหลือปกป้องรักษาผลประโยชน์อันพึงได้ของคนงาน เช่น กรณีของคนงานฮาร่า และคนงานในโรงงานเล็ก ๆ ที่คนงานยังอ่อนแอ ยังไม่สามารถต่อสู้กับการเอาเปรียบของฝ่ายนายจ้างได้

การต่อสู้เคลื่อนไหวของอารมณ์ ทำให้กลุ่มนายจ้างไม่พอใจ กลุ่มคนบางกลุ่มในรัฐบาลไม่พอใจ หน่วยงานราชการบางหน่วยงานไม่พอใจมาก

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ อารมณ์เคยพูดว่า “เขาพยายามจะทำลายขบวนการกรรมกร ผู้นำคนงานบางคนอาจจะถูกฆ่า สภาแรงงานจะถูกทำลาย หรือไม่ก็จะแบ่งแยกออกเป็น ๓ - ๔ สภาแรงงาน  ข้อบังคับที่พวกเราช่วยกันร่างขึ้นมานั้นจะไม่มีวันถูกนำมาใช้”

คำพูดของเขาถูกต้องทุกประการ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เกิดเหตุการณ์มหาอำมหิตขึ้นในประเทศไทย อารมณ์ พงศ์พงัน ถูกผู้นำคนงาน ๓ - ๔ คน แจ้งความในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นขบถ อารมณ์ถูกจับกุม ผู้นำบางคนหายสาบสูญไป บางคนก็ถูกจับกุมพร้อมอารมณ์

ผู้นำคนงานที่ทำงานในหน่วยงานราชการบางหน่อยภูมิใจในผลงานของตน ผู้นำคนงานรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ที่อยากจะเอาชนะอารมณ์รู้สึกหนำใจ และเตรียมการที่จะไต่เต้าตัวเองเป็นผู้นำขบวนการกรรมกร โดยการใช้เงื่อนไขโจมตีการทำงานของไพศาล – อารมณ์ พุ่งเป้าหนักไปที่อารมณ์ โจมตีคนที่ไม่มีโอกาสตอบโต้เพราะเขาถูกคุมขังอยู่ในคุก ข้อโจมตีของคนกลุ่มนี้ก็คือ กล่าวหาว่าอารมณ์เป็นพวกคอมมิวนิสต์ เป็นพวกซ้ายจัด ทำให้ขบวนการกรรมกรเสียหายถูกปราบปราม ช่างเป็นข้อกล่าวหาที่พูดได้ง่าย และถูกใจเผด็จการเสียยิ่งนัก

กาลเวลาผ่านพ้นไป ผู้นำคนงานที่ขายตัว ก็ถูกสถานการณ์เปิดโปง ปิดบังไม่ได้ผู้นำเหล่านั้นไม่ได้รับการยอมรับจากคนงานส่วนใหญ่ อารมณ์ ถูกปล่อยตัวเพราะเขาไม่มีความผิดแต่การทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุก ทำให้โรคร้ายเกาะกินตัวของเขา เขาออกมาแล้ว ต้องตกอยู่ในสภาพสามวันดี สี่วันป่วยเข้า ๆ ออก ๆ ระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล

เขาออกมาแล้ว ความนิยมเลื่อมใสจากคนงานมิได้ลดถอยลงไป ผู้นำคนงานบางคนที่คิดแต่จะเอาชนะอารมณ์อยู่ร่ำไปในทุกวิถีทาง ก็หันไปร่วมมือกับกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่ม สร้างกระแสโจมตีเขาอีกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เขานอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล เขายังถูกผู้นำคนงานบางคนนั้นโจมตีเขาอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเขาสิ้นลมหายใจ

ก่อนที่เขาจะจากไปเพียงไม่กี่วัน อารมณ์พูดว่า “ผมรู้ว่าเดี๋ยวนี้เขาฉลาดขึ้นมาก เขารู้จักใช้ผู้นำคนงานบางคนได้ดีกว่าแต่ก่อน จนบางที่ผู้นำคนงานที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือนั้นยังไม่รู้สึกตัวเองด้วยซ้ำไป ว่าตกเป็นเครื่องมือเขาไปแล้ว”

อารมณ์ พงศ์พงัน นักสู้เพื่อผู้ทุกข์ยากได้จากไปแล้วบางคนอาจจะหนำใจที่หมดก้างขวางคอชิ้นใหญ่ไปชิ้นหนึ่ง แต่เรา “เศรษฐสยาม” ขอรำลึกถึงเขา ด้วยใจยกย่องและด้วยความเศร้าอันล้ำลึก

บรรดาคนงาน บรรดานักศึกษาและผู้รักความเป็นธรรมทั่วไปที่เคยทราบเกี่ยวกับบทบาทการเคลื่อนไหวของอารมณ์ ต่างก็รู้สึกเศร้าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่เขาต้องจากไปตั้งแต่วัย 34 งานวันเผาศพของเขาเมื่อ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา พิสูจน์ความจริงที่เรากล่าว

อารมณ์จากไป แต่เจตนารมณ์ของเขายังอยู่ อารมณ์ต้องการต่อสู้เพื่อคนงาน เพื่อความเป็นปึกแผ่นของขบวนการกรรมกร เพื่อนคนงานผู้รักความเป็นธรรมจำนวนหนึ่ง จึงได้ร่วมกันเตรียมการก่อตั้ง “มูลนิธิอารมณ์” เพื่อช่วยเหลือให้การศึกษาแก่คนงานตามเจตนารมณ์ของเขา และเตรียม “กองทุนเพื่อการศึกษาบุตรของอารมณ์” เด็กหญิงผู้น่ารัก เบญจภา พงศ์พงัน

ร่างเขาสลายไป แต่เจตนารมณ์ของเขากลับหล่อหลอมแข็งแกร่งขึ้นเป็นพลังต่อสู้เพื่อผู้ทุกข์ยากต่อไป ความตายของเขาจึงหนักแน่นแข็งแกร่งเหมือนขุนเขา มิใช่ตายไปแล้วเลือนรางบางเบาเหมือนขนนก