บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง

และส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๔๗

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 หลักการ

                 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง  และส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน

 เหตุผล 

                โดยที่มาตรา  ๑๐๗  แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  บัญญัติให้รัฐมนตรีว่า การกระทรวงแรงงานมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง  และส่งผลการตรวจแก่พนักงานแรงงาน  จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

 

กฎกระทรวง

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง

และส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๔๗

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๑๐๗  แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑  อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา  ๒๙  ประกอบกับมาตรา  ๓๑  มาตรา  ๓๕  มาตรา ๔๘  และมาตรา  ๕๐  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามทบบัญญัติแห่งกฎหมาย  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงได้ ดังต่อไปนี้

                 ข้อ ๑  กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                 ข้อ ๒  ในกฎกระทรวงนี้

                “การตรวจสุขภาพ”  หมายความว่า  การตรวจร่างกายและสภาวะทางจิตใจตามวิธีทางการแพทย์เพื่อให้ทราบถึงความเหมาะสม  และผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างอันอาจเกิดจากการทำงาน

                “งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง”  หมายความว่า  งานที่ลูกจ้างทำเกี่ยวกับ

                (๑)  สารเคมีอันตรายตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

                (๒)  จุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส  แบคทีเรีย  รา  หรือสารชีวภาพอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

                (๓)  กัมมันตภาพรังสี

                (๔)  ความร้อน  ความเย็น  ความสั่นสะเทือน  ความกดดันบรรยากาศ  แสง  เสียง  หรือสภาพแวดล้อมอื่นที่อาจเป็นอันตราย  ทั้งนี้  ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

 หมวด ๑

การตรวจสุขภาพ

-------------------------------

                 ข้อ ๓  ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงโดยแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้านอาชีวเวชศาสตร์  หรือที่ผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์  หรือที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีประกาศกำหนด  โดยตรวจสุขภาพลูกจ้างครั้งแรกให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน  และตรวจสุขภาพลูกจ้างครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

                ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานที่เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงนั้น  มีความจำเป็นต้องตรวจสุขภาพตามระยะเวลาอื่น  ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างตามระยะเวลานั้น

                ในกรณีนายจ้างเปลี่ยนงานของลูกจ้างที่มีอันตรายแตกต่างไปจากเดิม  ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างทุกครั้งให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เปลี่ยนงาน

                 ข้อ ๔  ในกรณีที่ลูกจ้างหยุดงานสามวันทำงานต่อต่อกันเนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยไม่ว่ากรณีใด ๆ นายจ้างอาจขอความเห็นจากแพทย์ผู้ทำการรักษา  หรือแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการหรือจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างก่อนให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานอีกก็ได้

 

หมวด ๒

การบันทึกผล การแจ้ง และการส่งผลการตรวจสุขภาพ

-----------------------------------

                 ข้อ ๕  ในการตรวจสุขภาพของลูกจ้างตามข้อ ๓ ให้แพทย์ผู้ทำการตรวจบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจสุขภาพ  โดยให้ระบุความเห็นของแพทย์ที่บ่งบอกถึงสภาวะสุขภาพของลูกจ้างที่มีผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายของลูกจ้าง  พร้อมทั้งลงลายมือชื่อแพทย์ผู้ทำการตรวจหรือให้ความเห็นในวันที่ทำการตรวจหรือให้ความเห็นนั้น

                 ข้อ ๖  ให้นายจ้างจัดให้มีสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด  และให้นายจ้างบันทึกผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างในสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างตามผลการตรวจของแพทย์ทุกครั้งที่มีการตรวจสุขภาพ

                 ข้อ ๗  ให้นายจ้างเก็บบันทึกผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างตามข้อ ๓  รวมทั้งข้อมูลสุขภาพอื่นที่เกี่ยวข้อง  และพร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้ตลอดเวลาโดยให้เก็บไว้ ณ ที่ทำการของนายจ้างไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันสิ้นสุดของการจ้างแต่ละราย  เว้นแต่มีการร้องทุกข์ว่านายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมีการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับโรคหรืออันตรายอย่างใดต่อสุขภาพของลูกจ้าง  แม้จะพ้นเวลาที่กำหนดให้นายจ้างเก็บรักษาเอกสารนั้นไว้จนกว่าจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว  ทั้งนี้  มิให้นายจ้างนำข้อมูลนั้นไปใช้ในทางที่เป็นโทษแก่ลูกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร 

                ข้อ ๘  ให้นายจ้างแจ้งผลการตรวจสุขภาพให้แก่ลูกจ้าง ดังนี้

                (๑)  กรณีผลการตรวจสุขภาพผิดปกติ  ให้แจ้งแก่ลูกจ้างผู้นั้นภายในระยะเวลาสามวันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจ

                (๒)  กรณีผลการตรวจสุขภาพปกติ  ให้แจ้งแก่ลูกจ้างผู้นั้นภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจ

                ข้อ ๙  ในกรณีที่พบความผิดปกติของลูกจ้าง  หรือลูกจ้างมีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน  ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันที  และทำการตรวจสอบหรือหาสาเหตุของความผิดปกติเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน

                ให้นายจ้างส่งผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่พบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วย  การให้การรักษาพยาบาลและการป้องกันแก้ไขต่อพนักงานตรวจแรงงานตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วย

                 ข้อ ๑๐  ถ้าลูกจ้างผู้ใดมีหลักฐานทางการแพทย์จากสถานพยาบาลของราชการหรือที่ราชการยอมรับ  แสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้  ให้นายจ้างเปลี่ยนงานให้แก่ลูกจ้างผู้นั้นตามที่เห็นสมควร  ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างเป็นสำคัญ

                 ข้อ ๑๑  ให้นายจ้างมอบสมุดสุขภาพประจำตัวให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง

 

ให้ไว้  ณ  วันที่  ๒๙  ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

  

( นางอุไรวรรณ  เทียนทอง )

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

 

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  ฉบับกฤษฎีกา  เล่ม  ๑๒๒  ตอนที่  ๔ ก  วันที่  ๑๓  มกราคม  ๒๕๔๘